วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การคูณ



ก่อนหน้าที่เราจะไปศึกษาการคูณ มาทำความรู้จัก การใช้การคูณในชีวิตประจำวัน มีอยู่มากมาย

เช่่น         มีเสื้ออยู่  2  ตัว  กางเกง  3  ตัว  เราจะมีวิธี ที่จะใส่เสื้้อและกางเกง กี่วิธีที่ไม่ซ้ำกัน  ?

                มีเพื่อนอยู่  5  คน ต้องการแบ่งส้มให้เพื่อน คนละ  4  ผล ต้องใช้ส้มทั้งหมดกี่ผล  ?


     ดังนั้น  ในตอนนี้  เรามาดูคำจำกัดความของการคูณ ความหมาย และรูปแแบบของการคูณ


คำนิยาม  การคูณ คือการกระทำ ระหว่างสองจำนวน และจะได้ผลการคูณออกมาเรียก จำนวนที่ มาคูณกันว่า

ตัวประกอบ ( factors ) และผลที่ได้เรียกว่า ผลลัพธ์  ( product )


ดังนั้น ตัวอย่าง ในทางคณิตศาสตร์ จะมีประโยคดังนี้ 

      3  X  5   =   15

ตัวประกอบตัวแรกเราจะได้ว่า  

       3    เป็นตัวประกอบตัวแรก    เราจะให้เป็นกลุ่ม
       5    เป็นตัวประกอบที่ สอง    เราให้เป็นสมาชิกในกลุ่ม 
      15   เป็นจำนวนสมาชิกทั้งหมด ที่เกิดขึ้น
รูป การคูณ   3  x  5

ดังนั้น เราจะอธิบายเป็นประโยคทางคณิตศาสตร์ ว่า 

       3  X   5     =    15

 

เมื่อเราเทียบกับความรู้เดิม ที่เราเรียน คือการบวก จะได้ว่า 

      3   X    5     =    5  +   5   +   5     =   15


จะได้ว่า  3 กลุ่ม     โดยแต่ละกลุ่ม มีจำนวนสมาชิกเท่ากับ   5 

ในทำนองเดียวกัน เราสามารถหาผลคูณ ของ  

     3   x    4   =    12   

 รูปภาพ การคูณ  4 x  3

ซึ่งสามารถ อธิบายทางคณิตศาสตร์ ได้ดังนี้ 

        4   X   3        =           3  + 3  +  3  +  3         =             12  


   และ การคูณ  ของ    4   x  3

ภาพการคูณ   4   x    3
 จากรูปเราจะเห็นความแตกต่างระหว่าง  3  x  4  และ  4  x  3  โดยที่ทั้งสองจำนวน 
มีค่าเท่ากัน  คือเท่ากับ    12
 จะมีความหมาย เหมือนกับตัวอย่างอื่น ๆ เช่น

    2  x   3    จะมีค่าเท่ากับ    3   x  2     เท่ากับ   6


    จะได้ว่า  การสลับที่ ไม่มีผลใด ๆ ต่อการคูณ จะได้ค่าเท่ากัน สรุป เป็นกฏการสลับที่การคูณ

          หรือ  a  x  b  =  c     มีค่าเท่ากับ    b  x   a    =  c

 เรา สามารถอธิบายและทำความเข้าใจได้อย่างง่าย ๆ โดยใช้รูปภาพ ดังนี้

  1 X 5

รูปภาพ 1 x 5

   2 X 5

 รูปการคูณ  2  x  5

  3 X 5

รูปการคูณ  3 x 5

 4 X 5

 การคูณ  4 x 5

 5 X 5

 การคูณ  5  x 5

 6 X 5

 การคูณ  6 x  5

 7 X 5

การคูณ 7  x  5

  8 X 5

 การคูณ 8  x  5

 9 X 5

 การคูณ  5 x  9
สำหรับการคูณ เราสามารถ หาผลคูณ ของจำนวนต่าง ๆ

 ตัวประกอบ X ตัวประกอบ 

 ผลคูณ

 0  x   2 

 0

1  x   2

 2

2  x   2

 4

 3  x   2

 6

 4  x   2

 8

 5  x   2

 10

 6  x   2

 12

 7  x   2

 14

 8  x  2

 16

 9  x   2

 18

 10  x  2

 20



 ต่อไปเราพิจารณา การคูณ กับศูนย์    

    3  X  0       =        0 + 0 +  0       =       0

 ภาพ 3 x 0

  4  X  0        =      0 + 0 +  0  +  0       =   0

  5  X  0        =      0   +  0   +  0  +  0  +  0  =    0

 ภาพ  5  x  0

  6  X  0        =      0   +  0   +  0  +  0  +  0  +  0    =    0

 ภาพ  6  x   0

 และอื่น ๆ มีค่าเท่ากับศูนย์  ก็จะตรงกับคุณสมบัติ การคูณ กับ ศูนย์ 

 

   n  x   0     =     0

   0  x   n     =     0


ต่อไปเราจะพิจารณา  คุณสมบัติของ  1   กับการคูณ 
ตัวอย่าง       


   3   X    1     =   3

3 x 1

   4   X    1     =   4

4 x 1

   5   X    1     =   5 

5 x 1

   6   X    1     =   6

 6  x  1

และจำนวนอื่่น ๆ จะได้เอกลักษณ์ การคูณ  ดังนี้

 

           a   x   1   =    a

           1   x   a   =    a


การคูณ หาคำตอบ  ของโจทย์การคูณสามารถใช้การกระจายได้ดังนี้

             =     2  X  15

การกระจาย

             =     2  X  ( 10  +  5  )


             =    2  X  10   +   2  X  5

การกระจาย

การคูณ หาคำตอบ  ของโจทย์การคูณสามารถโดยใช้รูปภาพ และการกระจายได้ดังนี้

             =     2  X  15

การกระจาย

             =     2  X  ( 10  +  5  )


             =    2  X  10   +   2  X  5       =      20  +  10       =        30

การกระจาย

 เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการคูณสามารถกระจายออกมาดังรูป


  ตัวอย่าง             6    x   5 
วิธีทำ 
                                                       6     x
                                                       5  
                                                   3  0
ตอบ     30
                   
 ตัวอย่างที่ 2             12  x  5
 วิธีทำ                                            1   2   x          (เพราะ  12  =  10  +  2 )             
                                                         5 
                                                    1   0              (  5  x  2    =   10   )
                                                    5   0              (  5  x  10   =   50  )
                                                    6    0             (  10  + 50  =   60  )

               
 ตัวอย่างที่ 3             25  x  6
 วิธีทำ          
                                                     2      5  x        (เพราะ  25    =  20  +  5  )  
                                                             6
                                                     3      0            ( 6  x  5   =  30  )

                                             1       2     0            ( 6   x  20   = 120  )
                                             1       5     0            ( 30    +    12 0    =    42  )


 ตัวอย่างการทำแบบย่อ  
 ตัวอย่างที่ 4             25  x  6
 วิธีทำ                                           ทด 3    
                                                     2      5  x     
                                                             6
                                             1      5       0       (  6 x  5  = 30    ใส่  0    ทด 3    )
                                                                      (  6 x  2   = 12  บวกที่ทดไว้  3 ได้ 15  )    

    ตัวอย่างที่ 5  

 การคูณ
 ตอบ        3096
               
ตัวอย่างการทำแบบย่อ  
 ตัวอย่างที่ 6             2 5 8      x     1 2
 วิธีทำ            
                2    5    8     x

                      1    2      (2 x 8 = 16 ใส่ 6 ทด 1)
                                    (2 x 5 = 10 ใส่ 0 บวกไว้ทด 1 ได้  11  ใส่  1 ทด 1  )
                                    (2 x 2  = 4   บวกทดไว้ 1 ได้  5 )
                 5    1    6     
          2     5     8            (1 x 8  = 8 ใส่ 8 ตรงกับหลัก ตัวคูณ เลข  1 )
                                     (   1 x 5 = 5     ,     1 x 6 = 6  )
          3    0    9    6

 ตอบ        3096

ฟังก์ชันคู่อันดับ


 ในบทนี้เรา จะกล่าว ถึงคู่อันดับ ความ หมาย ของ คู่ อันดับ  นำค่าของคู่อันดับมาทำ มาเขียนความสัมพันธ์ 
แบบแจกแจงสมาขิกเป็นเซต     แบบคู่อันดับในรูปตาราง   แบบคู่อันดับเขียนลงบนกราฟ            
แบบแจกแจงสมาชิกเป็นแผนภาพแสดงการจับคู่ และ เรียนจาก ตัวอย่าง คู่อันดับ
 

คู่อันดับ ความหมายของ คู่อันดับ    

                 

              คู่อันดับ   (a ,b)   

เรา อ่านว่า " คู่ อันดับ เอ บี "
ความหมาย ของคู่อันดับ คือ เมื่อ มีคู่อันดับ ( a, b ) เราจะกล่าวว่า

" a เป็นสมาชิกตัวหน้า  และ b เป็นสมาชิกตัวหลัง  "


เราสามารถกล่าวโดยยกเป็นตัวอย่างเช่น
เมื่อ   คู่อันดับ       ( a, b )    =    ( 6 , 11 )
เราจะได้ความหมาย คือ  
a เป็นคู่อันดับตัวแรก          มีค่าเท่ากับ    6        →      a      =   6
b เป็นคู่อันดับตัวที่สอง   มีค่าเท่ากับ  11     →    b   =  11
   

ดังนั้น จากตัวอย่าง ถ้ามีการสลับคู่อันดับ คู่อันดับที่ได้ จะเป็นคู่อันดับใหม่
เช่น              
                            ( a, b )    =    ( 6 , 11 )

แต่เมื่อเราสลับคู่อันดับ 
                                    ( b, a )    =    ( 11 , 6 )

ค่าของคู่อันดับจะเปลี่ยนไป ได้คู่อันดับตัวใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม
เราสรุปได้ว่า            ( a, b )  ≠   ( b, a )     

แล้ว มีไหมที่ คู่ลำดับ เมื่อสลับ อันดับกันแล้วจะมีค่าเท่ากัน 
ก็สามารถตอบได้ว่ามี  เมื่อ ค่า ของ a และ b  มีค่าเท่ากัน

                            ( a, b )    =    ( 6 , 6 )  
เมื่อสลับคู่อันดับ
                            ( b, a )    =    ( 6 , 6 )

เราสรุปได้ว่า         ( a, b )  =   ( b, a )  เมื่อ    a  =  b
ต่อไปเรามาดูตัวอย่างเพื่อความเข้าใจ
เราสามารถ นำคู่อันดับ มาเขียนลงบน กราฟได้โดย
ตู่อันดับ ( a , b )  = ( x , y ) 
" ค่า พิกัด x เราใช้ ค่าของ a  และ ค่าพิกัด y เราใช้ค่าของ b "

ตัวอย่าง เช่น  คู่ลำดับ ( a , b)  =  ( 2 , 3 )  เขียนกราฟ ของคู่ลำดับได้

     โดย      ค่า พิกัด x เราใช้ ค่าของ a      =   2
         และ ค่าพิกัด y เราใช้ค่าของ b         =     3

               คู่อันดับ         
สรุป

คู่อันดับ ( a, b)  จะมี       a  เป็นสมาชืกตัวหน้า หรือ พิกัด  x
                                      b  เป็นสมาชืกตัวหลัง หรือ พิกัด  y

คู่อันดับ ( a, b) = ( c , d ) ได้ก็ต่อเมื่อ  a = c  และ  b = d 

" คู่อันดับ เท่ากันได้ เมื่อ ตัวหน้า เท่ากับตัวหน้า และ ตัวหลังเท่ากับตัวหลัง "

คู่อันดับ ( a, b) ≠ ( b , a )      เมื่อ     a ≠  b

" สลับที่แล้วไม่เท่ากัน เพราะ ค่าของตัวหน้าและตัวหลังไม่เท่ากัน "

       
เรามาดู ตัวอย่าง คู่อันดับเพื่อความเข้าใจที่มากขึ้น

ตัวอย่างที่ 1 กำหนดให้  
    \color{Blue}\Large\begin{array}{rcl}(x,y) &=& ( 20,1+3x )\end{array}
จงหาค่าของ  x และ y 

วิธีทำ เรา ทราบว่า 
          คู่อันดับ ( a, b) = ( c , d ) ได้ก็ต่อเมื่อ  a = c  และ  b = d  
   ดังนั้น       
                 \color{Blue}\Large\begin{array}{rcl}(x,y) &=& ( 20,1+3x )\end{array}
       
          เราก็จะได้ค่า   x  =  20 และ ค่า   y  =  1 + 3x
          เมื่อเราต้องการ หาค่าของ  y เรานำ  ค่าของ  x ไปแทนในสมการจะได้

                 \color{Blue}\Large\begin{array}{rcl}y &=& 1+3x \\y &=& 1+(3 \times 20) \\y &=& 61\end{array}
                          
           เราก็จะได้ค่า   x  =  20 และ ค่า   y  = 61    
เรามาดู ตัวอย่าง คู่อันดับ อีกสัก 1 ตัวอย่าง เพื่อความเข้าใจที่มากขึ้น
ตัวอย่างที่ 2   กำหนดให้
                 \color{Blue}\Large\begin{array}{rcl}x &=& 1,2,4 ,6 \\y &=& 4+ x\end{array}
                ให้หาค่าคู่อันดับ ( x , y ) และนำ คู่ลำดับ มาเขียนลงในกระดาษกราฟ 
วิธีทำ เรา รู้ทันว่า x มีค่าเท่ากับ  1 , 2 , 4 , 6 และ  y  =  4 + x
เราสามารถเขียน คู่อันดับ  ( x , y )   ได้เท่ากับ    ( x , 4 + x )  
 ดังนั้นเมื่อเราแทนค่า x
     \color{Blue}\Large\begin{array}{rcl}x &=& 1  \\y &=& 4+ x = 4+1 = 5\Rightarrow (1,5)\end{array}

           \color{Blue}\Large\begin{array}{rcl}x &=& 2  \\y &=& 4+ x = 4+2 = 6\Rightarrow (1,6)\end{array}

           \color{Blue}\Large\begin{array}{rcl}x &=& 4  \\y &=& 4+ x = 4+4 = 8\Rightarrow (1,8)\end{array}

            \color{Blue}\Large\begin{array}{rcl}x &=& 6  \\y &=& 4+ x = 4+6 =10\Rightarrow (1,10)\end{array}
       
        เราสามารถนำคู่ลำดับ มาวาดในกระดาษกราฟได้ดังนี้
        
                  คู่อันดับ
  
เรามาดู ตัวอย่าง คู่อันดับ และกราฟ อีกสัก 1 ตัวอย่าง เพื่อความเข้าใจ
ตัวอย่างที่ 3 กำหนด คู่อันดับ ( x, y )  ดังนี้
   ( 4, 5 ) , (-3, 2 ) , ( -4,-4 ) , ( 5 ,-1 ) ,  ( 2 ,0 )
   ให้นำมาเขียนลงบน กระดาษกราฟ       
วิธีทำ  คู่อันดับ  ( x , y ) ที่กำหนดมาให้
          เราสามารถ นำค่าของคู่อันดับมาเขียนบนกราฟ  ได้ดังนี้    

              คู่อันดับ และกราฟ            
เรามาดู ตัวอย่าง คู่อันดับ และกราฟ อีกสัก 1 ตัวอย่าง เพื่อความเข้าใจ
ตัวอย่างที่ 4 กำหนด คู่อันดับ ( x, y )  ดังนี้
( 6, 0 ) , (-2, 4 ) , ( -4,-6 ) , ( 4, 4 ) , (2, - 3 )
เราสามารถอธิบายความสัมพันธ์ ชองคู่อันดับได้ด้วยวิธีใดบ้าง

วิธีทำ คู่อันดับ  ( x , y ) ที่กำหนดมาให้
เราสามารถ นำค่าของคู่อันดับมาทำ มาเขียนความสัมพันธ์ ได้ 4 ชนิด คือ
   1.แบบแจกแจงสมาขิกเป็นเซต         2.แบบคู่อันดับในรูปตาราง
   3.แบบคู่อันดับเขียนลงบนกราฟ            
   4.แบบแจกแจงสมาชิกเป็นแผนภาพแสดงการจับคู่
    ได้ดังนี้
   1.แบบแจกแจงสมาขิกเป็นเซต
     \color{Blue}\large\begin{array}{rcl}r &=& \left \{ (6,0 ),(-2,4 ),(-4,-6 ),(4,4 ),(2,-3 )\right \} \end{array}

  2.แบบคู่อันดับในรูปตาราง
                               ตารางของคู่อันดับ
    3.แบบคู่อันดับเขียนลงบนกราฟ 
                                         กราฟ
                     กราฟของคู่อันดับ
    4.แบบแจกแจงสมาชิกเป็นแผนภาพแสดงการจับคู่ (mapping )
            การจับคู่ mapping

การหา ห.ร.ม. และค.ร.น.


 ห.ร.ม.  หรือ ตัวหารร่วมมาก 

           คือตัวประกอบร่วม ที่ทีค่ามากที่สุด 

กล่าวอย่างเข้าใจง่าย ๆว่า " ห.ร.ม. ของกลุ่ม จำนวนใด ๆ หมายความว่า

ห.ร.ม. ตัวนั้น จะต้องมีค่ามากที่สุด ที่สามารถ หารสมาชิกทุกตัวในกลุ่ม นั้น ลงตัว "


ยกตัวอย่างเช่น  ห.ร.ม.  ของ  20, 60   มี ห.ร.ม. คือ  4  ดังนั้น  4 จะเป็นตัวประกอบที่มากที่สุด
ที่สามารถ หารทั้งสองจำนวนได้ ลงตัว 
 ต่อไปเราจะเรียนรู้ในการหา ห.ร.ม. โดยวิธีแยกตัวประกอบ

ตัวอย่างที่ 1 

การหา ห.ร.ม. โดยการแยกตัวประกอบ

 การหา ห.ร.ม. โดยการแยกตัวประกอบ



การหา ห.ร.ม. โดยการแยกตัวประกอบ


การหา ห.ร.ม. โดยการแยกตัวประกอบ


ตัวอย่างที่ 2

 การหา ห.ร.ม. โดยการแยกตัวประกอบ


การหา ห.ร.ม. โดยแยกตัวประกอบ




การหา ห.ร.ม. โดยการแยกตัวประกอบ



ตัวอย่างที่3

 การหา ห.ร.ม.โดยการแยกตัวประกอบ

การหา ห.ร.ม. โดยการแยกตัวประกอบ


การหา ห.ร.ม. โดยการแยกตัวประกอบ


การหา ห.ร.ม. โดยการแยกตัวประกอบ



การหา ค.ร.น. โดยการแยกตัวประกอบ
   ค.ร.น. คือตัวคูณร่วมนัอย หมายถึงพหุคูณร่วมของจำนวนนับที่มีค่าน้อยที่สุด 
 กล่าวง่าย ๆพอเข้าใจได้ว่า  ค.ร.น. ของกลุ่มจำนวนใด ๆ หมายความว่า จำนวนนั้นจะต้องถูกหารจาก
ทุกตัวในกลุ่ม  ได้ลงคัวและ มีค่าน้อยที่สุด
ยกตัวอย่างเช่น  ค.ร.น.  ของ  2, 4, 6       

                    ค.ร.น. ของ ทั้งสามจำนวนต้องถูกหารด้วย  2, 4, 6  ลงตัว  และมีค่าน้อยที่สุด

 ต่อไปเราจะมาเรียนรู้การหา ค.ร.น.

ตัวอย่าง  ที่ 1   

การหา ค.ร.น.
การหา ค.ร.น. โดยการแยกตัวประกอบ

 การหา ค.ร.น. โดยการแยกตัวประกอบ

 การหา ค.ร.น. โดยการแยกตัวประกอบ



ตัวอย่างที่ 2 

การหา ค.ร.น. โดยการแยกตัวประกอบ
 การหา ค.ร.น. โดยการแยกตัวประกอบ

 การหา ค.ร.น. โดยการแยกตัวประกอบ


 การหา ค.ร.น. โดยการแยกตัวประกอบ



ตัวอย่างที่ 3


การหา ค.ร.น. โดยการแยกตัวประกอบ

การหา ค.ร.น. โดยการแยกประกอบ


การหา ค.ร.น. โดยการแยกตัวประกอบ